ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ Apple ทำการอัพเดต IOS เวอชั่น 14, 14.5 เป็นต้นมา ทำให้ เฟชบุ๊คหรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ไม่สามารถแทร็คข้อมูลจากผู้ใช้งานได้อย่างดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น

  • ตำแหน่งโลเคชั่น
  • การติดตาม คุ๊กกี้ จากการเข้าใช้งานเว็ปต่างๆ ของยูสเซอร์
  • การติดตามข้อมูล พฤติกรรมจากเว็ปภายนอกแพลตฟอร์มของเฟชบุ๊ค

แต่สิ่งที่ยังสามารถติดตาม User ได้คือ การติดตามจากพฤติกรรม ผู้ใช้งานภายในระบบ หรือตัวแพลตฟอร์มของ เฟชบุ๊คเอง ยกตัวอย่างเช่น. การกดไลท์เพจ การคอมเม้นรูปภาพ หรือวีดีโอ ซึ่งระบบสามารถวิเคราะห์ได้ถึงความสนใจนั้นๆ ของยูสเซอร์ และสามารถตอบสนองได้อย่างแม่นยำทีเดียว

ทีมวิจัยของเราได้ทำการทดสอบตลอดระยะเวลา 3 เดือนพบว่า. การหลังจากการอัพเดตนั้น หากเราใช้เฟชบุ๊คโปรไฟล์ทำการกดไลท์ เพจใดๆ ก็ตาม โฆษณาของเพจใกล้เคียงจะแสดงให้เห็นทันที และยิ่งเราทำการกดแชร์สินค้า หรือวีดีโอ สินค้าใดๆ หรือคอมเม้น สอบถาม หรือการกดสอบถาม ทางช่องทางอินบ็อค. เราจะเจอสินค้าประเภทใกล้เคียงกัน ในหน้าฟีด แทบจะทันทีทันใด ซึ่งข้อมูล ที่เราได้รับนั้น เป็นข้อมูลที่เราส่งให้ระบบเรียนรู้ แบบ internal data ซึ่งแตกต่าง จาก อดีต ที่เฟชบุ๊คจะเรียนรู้ พฤติกรรม เราในส่วนของการเข้าเว็ปไซด์ต่างๆ ซึ่ง ณ จุดนี้ ข้อมูลเหล่านี้ได้หายไป

ผลจากการทดลอง การลงโฆษณา คอนเวอชั่น จะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า การนำเสนอ อิมเพลสชั่น มากกว่าเดิมถึง 2.5-3.5เท่า ถึงจะได้ผลลัพท์ เท่าเดิม นั้นคือสาเหตุที่ทำให้ค่าโฆษณาต่อผลลัพท์ เปลี่ยนแปลงไป ในทิศทางที่แพงขึ้น

ดังนั้นเพื่อให้ ROAS เราได้ผลลัพท์ที่ดี และสอดคล้องกับพฤติกรรม ผู้บริโภค จึงอยากแนะนำ ให้ใช้ โฆษณา ในรูปแบบ ข้อความ มากกว่า แคมเปญลักษณะอื่น หรือการเพิ่มงบประมาณ ในส่วนการจัดทำคอนเท็นต์หรือคลิปที่มีความตื่นตาตื่นใจมากกว่าเดิม น่าจะทำให้เกิดผลลัพท์ที่ดีกว่า การลงโฆษณาเชิงเทคนิค

ปล. การแบ่งปันข้อมูลนี้เป็นเพียงการทดลองส่วนตัวของทีมวิจัยของเราเท่านั้น และเป็นการวิเคราะห์ จากประสบการณ์ส่วนตัว ไม่การันตีเนื้อหาในบทความนี้ว่าถูกต้อง 100%. ผู้อ่านจึงควรพิจารณาด้วยตนเอง